tag:
top of page
  • Writer's pictureNight Danupon

รีวิวหนังสือ ทำไมเราเลี้ยง PIG แต่กิน PORK



ทำไมเราเลี้ยง PIG แต่กิน PORK


ประทับใจตลอดเลยกับผลงานการเขียนโดย คุณชัชพล เกียรติขจรธาดา

คือ ผมอ่านผลงานของเขาทุกครั้งแล้วมันจำได้ขึ้นใจตลอด


เนื่องจากเนื้อหาที่เขาใส่รายละเอียดมาค่อนข้างลึก แถมเรียบเรียงมาให้เราเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย


เปิดด้วยชื่อหนังสือมาก่อนว่าทำไมเราเลี้ยง cow / pig แต่พอกินเราเรียกว่า beef / pork


คำตอบมันต้องบอกว่าเป็นการเพี้ยนของภาษามาที่สลับไปสลับมาระหว่าง ฝรั่งเศส และ อังกฤษ


ประกอบกับหน้าตาของอาหารมันเปลี่ยนไปไม่เหมือนตอนเลี้ยง


ให้เห็นภาพเราเลี้ยงไก่ เราก็กินไก่ทั้งตัว จะอยู่ในในเล้า หรือ บนโต๊ะอาหาร มันก็ยังคงรูปเดิม

แตกต่างจากวัว หรือ หมู ที่เราเปลี่ยนรูปร่าง หรือ กินเฉพาะส่วน ซึ่งมันมองยากกว่าไก่


หรือ อาจเป็นไปได้ว่าในภาษาฝรั่งเศสปลาใช้คำว่า poisson ซึ่งถ้าอยู่ในภาษาอังกฤษอาจจะเข้าใจผิดกันได้


แน่นอนว่าเรื่องราวในเล่มไม่ได้จบเพียงเท่านี้ แต่พาเราสนุกไปกับรากศัพท์ และ ประวัติศาสตร์ของภาษา

น่าสนใจมากที่มีความเป็นไปได้ว่าทุกภาษาทั่วโลกนั้นมีต้นกำเนิดมาจากภาษาเดียวกัน


ซึ่งเขาก็ตั้งข้อสังเกตว่า มันยากมากเลยนะที่คำศัพท์บางคำมันใกล้กันจัง แถมมีรูปร่างประโยคที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย ( ไม่นับภาษาที่คิดค้นกันขึ้นมาใหม่นะ )


เช่นคำว่า ทนต์ ที่แปลว่า ฟันในภาษาไทย มันช่างบังเอิญจริงที่มีความหมายเดียวกับคำว่า ทูร (tooth) ที่แปลว่าฟันเหมือนกันในภาษาอังกฤษ

*ถ้าใครอยากดูลำดับคงามเพี้ยนของภาษาลองเปิดดูหน้า 56 ครับ


ความพีคในเล่ม คือ การโบท็อก (botox) ที่เราทำเพื่อความงามกันเนี่ยมีต้นกำเนิดมาจากไส้กรอก !!!

ในเล่มเขาเล่าว่าไส้กรอกในสมัยก่อนเนี่ยจะเป็นการเอาเศษเนื้อ


เศษเลือด​โน่นนี่นั่น หรือ ส่วนเกิดมายำรวมกัน หมักเกลือ จากนั้นยัดลงในไส้หมูที่ล้างสะอาด (บ้างก็ไม่สะอาด)


ซึ่งอยู่ๆ มันก็มีวันนึงมีหลายคนอยู่ๆ ก็เกิดอาการชาจากใบหน้าจากนั้นลามไปทั้งตัว


สืบไปสืบมา ก็พบว่ามันมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Clostridium botulinum


จากนั้นอีกเกือบร้อยปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าแบคทีเรียตัวร้ายนี้สามารถทำให้ตายได้


ด้วยความที่พิษของ botulinum มีชื่อเรียกว่า botox ซึ่งมาจากคำว่า botulinum + toxic


ด้วยการค้นพบนี้ทำให้มีแนวคิดว่าเอ๊ะ ถ้ามันทำให้ร่างกายอ่อนแรงลงได้


งั้นเราน่าจะเอาไปรักษาโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกินไปได้นะ เช่น โรคตาเข ตาเหล่ หรือ โรคหนังตากระตุก นี่เองเลยเป็นเหตุผลว่าในยุคแรก botox ถึงใช้ในวงการ จักษุแพทย์


ซึ่งต่อมาเขาก็พบว่า คนไข้ แฮปปี้กันมาเนื่องจากมันช่วยให้รอยย่นบนหน้าผาก + ริ้วรอยหายไป + ตาสวยขึ้น แถมทำให้ดูเด็กลงด้วย


และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพิษที่กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนยินดีที่จะจ่ายกัน ซะงั้น !!!


อ่านจบผมนี่โครตว้าวเลย มากไปกว่านั้นนะ


เล่มนี้ทำให้รู้อีกว่า ทำไม Magazine แปลได้ทั้ง กระสุนปืน และ นิตยาสาร

General แปลได้ทั้งทั่วไป และ นายพล

Corn Beef มีคำว่า corn แต่ทำไมไม่มี corn *อ่านสปอยด้านล่าง


หลังจากอ่านเล่มนี้จบทำให้ผมได้กลับมาสังเกตสิ่งรอบตัวเลยว่าเอ๊ะ หลายอย่างมันมีประวัติยังไงบ้างนะ มีที่มาที่ไปยังไงบ้างนะ


ทำไมเราเรียกสิ่งนั้นว่าสิ่งนั้นนะ คือ อ่านจบแล้วเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และ ความสงสัยใคร่รู้เราได้อีกเยอะเลย


ถ้ามีลูก เล่มนี้จะเป็นหนึ่งเล่มที่อยากให้ลูกอ่านเลยแหละครับ


สุดท้ายจบด้วยเรื่อง liverpool และ ทำไมเราเรียกแฟน liverpool ว่า the kop !

ตอนแรกผมก็เฉยนะ จนนักเขียนเขาชี้ประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาว่า


ทำไมคำว่า liver ที่แปลว่าตับ ถึงไปอยู่ในชื่อเมืองได้แล้วมันรวมกันกับคำว่า pool

มันก็ยิ่งชวนสงสัยว่า เขาตั้งชื่อเมืองที่แปลว่า pool ของตับ จริงเหรอวะ


นักเขียนก็สืบไปสืบมาถึงบ้างอ้อว่า เอ้ยยย คำว่า liver ในสมัยก่อนมันแปลว่า

1 ชีวิต 2 ไขมัน 3 เหนียวหนืดจนเป็นโคลน

จากความหมายทั้ง 3 ความน่าจะเป็นมันเลยไปตกว่าเมื่อพันปีที่แล้ว


แถบนี้น่าจะเป็นบึง หรือ แอ่งใหญ่ที่มีน้ำเป็นโคลนตมซึ่งทำให้พื้นที่ถูกเรียกว่า liurpul ซึ่งมีความหมายว่า บึงที่มีโคลนตม จากนั้นเพี้ยนมาเป็น liverpool ละมั้ง


มาต่อกันที่ ที่มาของคำว่า The Kop

คือ สมัยก่อนมันมีสงครามกันชื่อว่า Boer War ในสงครามที่พยายามปลดแอกเมือง Ladysmith (Boer War ครั้งที่ 2)


คนเขาจำได้ว่าทหารอังกฤษนั้นแพ้ที่ Spionkop เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเนินที่ขุดหลุมมาสู้มันสูงสุดแล้ว


แต่พอพระอาทิตย์ขึ้นหมอกจางลงถึงพบว่า มันมีที่สูงกว่าซึ่งพอสู้แบบนั้นก็แน่นอนแพ้สิครับ > สูงกว่าได้เปรียบ


ตัดภาพกลับมาในยุคสมัยที่แข่งขันกีฬา ตั๋วราคาถูกมันจะอยู่โซนบนๆ


บางคนก็ปีนมาดูประมาณว่าจะดูฟรี จากปรากฎการณ์นี้ ในตอนแข่งที่สนาม liverpool


นักข่าวคนนึงเขาเอา 2 เรื่องนี้มารวมกันแล้วเขียนข่าวไปด้วยรูปที่มี caption ว่า Spionkop at Anfield


เนื่องจากว่าเขารู้สึกมันมีความฮึกเหิม และ ความกดดัน อย่างมากจากคนในโซนด้านบน


เหมือนตอนสงคราม Spionkop แน่นอนมันมีคนก้อบ แต่ในระยะหลังก็หายไป เพราะ คนแรกมันขลังกว่า จากนั้นด้วยกาลเวลาน่าจะย่อนเหลือแค่คำว่า kop > แล้วใส่ the ไปเป็นอันจบ


ถ้ามีโอกาสแนะนำให้อ่านเลยครับ จะทำให้เราสนุกกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะ ภาษามากขึ้นแน่นอนที่สำคัญผมว่ามันเปิดมุมมองให้เราได้ดีมากๆ เลย


เฉลย

> magazine ในตอนนั้นก็ใช้ในบริบทกองทัพน่ะแหละ แต่ในสมัยก่อนมันไม่มีหนังสือ หรือ นิตยาสารอะไรเลย เลยมีคนหัวใสเอามาเป็นชื่อว่า


Gentleman’s Magazine > แปลประมาณว่า คลังแสงของสุภาพบุรุษ เพราะ ในสมัยก่อนนิตยสารจะมีเนื้อหาค่อนข้างครอบจักรวาล ก็น่ะสมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต นิ ด้วยความทเอาไปใช้แบบนี้คนเลยจำและนำไปใช้กันต่ออย่างแพร่หลายนั่นเอง


>General ที่จริงก็แปลว่าทั่วไปน่ะแหละ ในสมัยก่อนเขาเรียกกันว่า Captain General เพราะ ไม่อยากเฉพาะเจาะจงว่าเป็น captain ของทีมไหนเป็นพิเศษ น่าจะอยากให้กว้างๆ ซึ่งจากนั้นก็ย่อคำลงเอา captain ออก ปัจจุบันเลยเหลือแค่ General


>Corn Beef ในสมัยก่อนคำว่า Corn ไม่ได้แปลว่าข้าวโพด แต่จะหมายถึงอะไรที่มันเล็กๆ ดังนั้นถ้าเอาตามความหมายแบบนี้จะได้ว่า เนื้อชิ้นเล็กๆ และ นี่ก็เป็นที่มาที่ไปแบบสั้นๆ ว่าทำไม corn beef ถึงไม่มีข้าวโพด !!!


ถ้าอ่านรีวิวแล้ว เกิดอยากอ่านกัน ก็คิดว่ารีวิวนี้ ประสบความสำเร็จละ

แต่อยาก go beyond ไปกว่านั้นหน่อยว่า ถ้าอ่านจบแล้วมาแชร์กันหน่อยคับ

ว่าได้อะไรกันมาบ้าง ชอบตรงไหน ประทับใจยังไง นะๆๆ

92 views0 comments
bottom of page